นักวิชาการชี้ ช้อปงานวิจัยเป็นอาชญากรรมทางวิชาการ

นักวิชาการชี้ ช้อปงานวิจัยเป็นอาชญากรรมทางวิชาการ จี้มหา’ลัยดังเลิกแข่งให้ข่าวเป็นที่ 1-ติด 100 ม.โลก อัดไร้สาระ

จากกรณีที่มีการเผยแพร่ข้อมูล ว่ามีนักวิชาการไทยจ่ายเงินซื้องานวิจัยที่ตัวเองไม่ได้ทำ เพื่อใส่ชื่อตัวเองเป็นเจ้าของผลงาน และตีพิมพ์ในวารสารวิชาการต่างประเทศ รวมถึง อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเอกชนชื่อดัง ในช่วงที่นายอเนก เหล่าธรรมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นอธิการวิทยาลัยรัฐกิจ มหาวิทยาลัยรังสิตด้วย ล่าสุดนายเอนกปฏิเสธ นอกจากนี้ คณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.) มีมติให้ สป.อว.แจ้งมหาวิทยาลัยทุกแห่งตรวจสอบบุคลากรในสังกัด หากพบว่ามีข้อสังเกตที่จะนำไปสู่ความผิดจริยธรรมดังกล่าว ให้ตรวจสอบอย่างยุติธรรม และรวดเร็ว และรายงาน สป.อว.ภายในวันที่ 15 กุมภาพันธ์นี้ หากแน่ชัดว่าบุคลากรในสังกัดทำผิดจริยธรรม ให้ลงโทษตามระเบียบมหาวิทยาลัยอย่างเข้มงวด และแจ้งให้ สป.อว.ทราบ เพื่อดำเนินการตามมาตรา 70 และ 77 แห่ง พ.ร.บ.อุดมศึกษา พ.ศ.2562 นั้น

เมื่อวันที่ 19 มกราคม รศ.ดร.ชยาพร วัฒนศิริ อธิการบดีมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง (มฟล.) เปิดเผยว่า มฟล.ได้ตรวจสอบเรื่องนี้ เบื้องต้นยังไม่พบอาจารย์ มฟล.เข้าไปเกี่ยวข้องกับการซื้องานวิจัย และไม่มีเหตุที่ส่อไปในทิศทางนั้น ส่วนที่หลายคนมองว่าสาเหตุหนึ่งที่อาจารย์ต้องซื้องานวิจัย เพราะมหาวิทยาลัยต้องการเพิ่มอันดับมหาวิทยาลัยโลกนั้น น่าจะเป็นเรื่องส่วนตัวของคนที่ต้องการผลประโยชน์ในการเข้าสู่ตำแหน่งทางวิชาการ เพราะในส่วนของมหาวิทยาลัยไม่ได้รับผลประโยชน์จากเรื่องนี้ และเรื่องเหล่านี้ตรวจสอบได้อยู่แล้ว

ศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ นักวิชาการด้านการศึกษา กล่าวว่า การลอกงานวิจัย และซื้องานวิจัย เป็นที่ทราบกันในแวดวงมหาวิทยาลัยมานานแล้ว คนที่อยู่ในแวดวงวิชาการ มองว่าผู้ที่ซื้อวิจัย ทำให้แวดวงวิชาการขาดความน่าเชื่อถือ และเป็นอาชญากรรมทางวิชาการที่น่าวิตกกังวล อาชญากรรมทางวิชาการครั้งนี้ เกิดจากระบบมหาวิทยาลัยไทยตั้งแต่ออกจากระบบราชการ ไปยึดโยงกับแนวคิด 4 อย่าง คือ 1.ต้องแข่งขัน จะเห็นว่าการแข่งขันของมหาวิทยาลัยไทยสูงมาก เมื่อมหาวิทยาลัยใดติดอันดับโลก จะประโคมข่าวกันจำนวนมาก หรือพยายามยกระดับมหาวิทยาลัยของตนให้ติด 1 ใน 100 มหาวิทยาลัยโลก นอกจากนี้ ยังแข่งขันภายในกันเองด้วย 2.เน้นความเป็นเลิศ หากอาจารย์เชี่ยวชาญสาขาไหน จะต้องทำวิจัย ศึกษาค้นคว้าให้ลงลึกลงไปอีก และต้องสร้างงานวิจัยให้ลงตีพิมพ์วารสารวิชาการด้วย

ศ.ดร.สมพงษ์กล่าวต่อว่า 3.มาตรฐาน ที่ต้องเป็นไปตามมาตรฐาน KPI ที่ส่วนใหญ่จะวัดตามจำนวนเปเปอร์ วัดกันที่ผลงานทางวิชาการ จำนวนการตีพิมพ์ในวารสารวิชาการทั้งในประเทศ และต่างประเทศ และ 4.อาจารย์มหาวิทยาลัยรู้สึกไม่มั่นคง เพราะกลายเป็นพนักงานที่มีกรอบการทำงาน มีระยะเวลาการทำงาน ที่ต้องทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้อาจารย์เครียด กดดัน ไม่มีความสุข ขาดปฏิสัมพันธ์กับสังคม ขาดปฏิสัมพันธ์กับนิสิตนักศึกษาค่อนข้างมาก เพราะต้องหันไปทุ่มเทกับการทำวิจัยเพียงอย่างเดียว

การศึกษา

“โครงสร้าง และระบบของมหาวิทยาลัยที่เป็นอยู่ขณะนี้ ไปยึดโยงกับการแข่งขัน การขอตำแหน่งทางวิชาการ รายได้ ผลประโยชน์ สิ่งที่เกิดขึ้นคือทำให้เกิดธุรกิจอุดมศึกษา ดังนั้น ถ้าไม่ระมัดระวัง และไม่ตรวจสอบเรื่องเหล่านี้อย่างเคร่งครัด และจริงจัง จะเกิดการลอกเลียนผลงานวิชาการ หรือช้อปงานวิจัย เพื่อให้ได้รับการติดพิมพ์จากนิตยสารในต่างประเทศ” ศ.ดร.สมพงษ์ กล่าว

ศ.ดร.สมพงษ์กล่าวอีกว่า ผลงานวิจัยที่ถูกตีพิมพ์ในวารสารต่างชาติ เป็นสิ่งที่มหาวิทยาลัยให้ความสำคัญอย่างมาก เพราะอาจารย์นำส่วนนี้ไปขอตำแหน่งทางวิชาการ ขอเงินค่าตอบแทนได้ นำงานวิจัยไปเสนอต่างประเทศได้ ทำให้อาจารย์ส่วนใหญ่มุ่ง และทุ่มเทสร้างผลงาน จนถึงขั้นใช้จ่ายเงินเพื่อซื้องานวิจัย เพราะสิ่งเหล่านี้จะกลายเป็นผลงานที่ก่อประโยชน์ต่อตัวอาจารย์ และมหาวิทยาลัยด้วย

ศ.ดร.สมพงษ์กล่าวว่า หากจะตรวจสอบก็ทำได้ โดยตรวจสอบจากงานวิจัย เพราะใน 1 ปี ไม่มีอาจารย์คนไหนทำงานวิจัย 30-40 เรื่องได้ และไม่มีอาจารย์คนไหนที่เชี่ยวชาญสาขาหนึ่ง แต่กลับกระโดดไปทำงานวิจัยสาขาอื่นที่ไม่ใช่สาขาที่ตนถนัด ดังนั้น หากมหาวิทยาลัยตรวจสอบย้อนหลัง เชื่อว่าจะเจอคนช้อปงานวิจัยอีกหลายคน หากพบคนทำผิดแล้ว ขอให้มหาวิทยาลัยดำเนินการเด็ดขาด เพราะถือว่าการกระทำนี้ ทำผิดจริยธรรมร้ายแรง และดำเนินการตามมาตรา 70 และ 77 แห่ง พ.ร.บ.อุดมศึกษา พ.ศ.2562 อย่างจริงจังด้วย มองว่าเหตุการณ์ครั้งนี้ ผู้บริหารมหาวิทยาลัยควรกลับมาทบทวน ตั้งคำถามว่าระบบมหาวิทยาลัยที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน เหมาะสมกับสังคมไทยมากน้อยแค่ไหน อย่าทำเป็นหูทวนลม และฟังอาจารย์มหาวิทยาลัยด้วยว่า ปัจจุบันอาจารย์มีความเครียด และกดดันมากน้อยแค่ไหน หากยังปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไป จะคุ้มค่าหรือไม่ เพราะอาจารย์ต้องทิ้งการสอน ห่างเหินนิสิต นักศึกษา มุ่งแต่จะทำวิจัยให้ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารต่างประเทศ

“มองว่ามหาวิทยาลัยไทย โดยเฉพาะมหาวิทยาลัยใหญ่ๆ ที่มีชื่อเสียง ควรจะเลิกแข่งขันกัน เลิกให้ข่าวว่ามหาวิทยาลัยติดอันดับโลก หรือแข่งกันเป็นที่หนึ่งของประเทศ เป็นสิ่งไร้สาระที่สุด อย่างไรก็ตาม ถ้าตรวจสอบ และพบว่ามีคนในมหาวิทยาลัยทำผิด มหาวิทยาลัยจะต้องลงโทษอย่างเด็ดขาด โดยเอาผิดทั้งทางวินัย และกฎหมายด้วย ทั้งนี้ มหาวิทยาลัยควรจะหยิบยกจริยธรรมการตีพิมพ์ จริยธรรมของอาจารย์ และจริยธรรมการวิจัย หารือแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน เพื่อนำมาหล่อหลอม และเตรียมบุคลากรของตนต่อไป มองว่ามหาวิทยาลัยในปัจจุบัน ควรจะต้องรับฟังเสียงผู้ที่ได้รับผลกระทบ อย่าหูทวนลม ไม่เช่นนั้นอาจจะเกิดการปะทุ และเกิดปัญหามากขึ้นในอนาคต” ศ.ดร.สมพงษ์ กล่าว

อ่านข่าวเพิ่มเติม >>> ม.แม่โจ้ ผนึกกลุ่มมิตรผล นำงานวิจัยช่วยยกระดับภาคเกษตรกรรม